1.
การดื่มน้ำ
ปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็วอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง
ร่างกายจึงขับโปแตสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำในเซลล์และนอกเซลล์
ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดอาการเกร็งที่สมอง หัวใจ หรือปอด
จะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้
แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย
แม้ดื่มมากกว่าปกติก็ไม่เป็นอันตรายเพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ
และถ้าเมื่อไรมีอาการจุกนั่นแสดงว่าดื่มน้ำมากไป ควรหยุดได้แล้ว 2.
การปล่อยให้ตนเองหิวอาจนำไปสู่โรคร้าย เพราะ ความหิว
กระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด
ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวานได้
ลองควบคุมความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็กๆ 5-6
มื้อต่อวัน 3. ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดหลัง
เพราะคาเฟอีนลดการหลั่งสารเอนโดรฟีนซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นและมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ 4. วิธีง่ายๆ
ในการดูแลสุขภาพ คือหลังจากตื่นนอนทุกเช้า
จะดื่มน้ำส้มสายชูที่หมักจากผลแอ๊ปเปิ้ล ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ 1 : 1
ใส่น้ำอุ่นคนให้เข้ากันแล้วค่อยเติมน้ำแข็งลงไปเพื่อให้ทานง่ายและมีรสชาติดีขึ้น
ซึ่งวิธีนี้จะไปช่วยการดูดซึมของระบบลำไส้ และการเผาผลาญของร่างกาย
แต่โรคบางโรคอาจเกิดจากสุขภาพจิตที่อ่อนแอ
ในหนึ่งอาทิตย์จึงควรจะมีวันพักผ่อนอย่างจริงจังหรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น
เล่นโยคะ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและลดมลภาวะทางจิตใจไปพร้อมๆ กัน
5.
การนอนดึกคืนวันศุกร์-เสาร์แล้วตื่นสายในวันเสาร์-อาทิตย์
ทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายตั้งเวลาตื่นใหม่
เมื่อถึงวันจันทร์จึงมีอาการอิดเอื้อนไม่อยากตื่น
ทั้งยังทำให้ขาดสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสืออีกด้วย 6. แสงแดดยามเช้า
ไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่การออกกำลังกายกลางแดดใน
ช่วงเวลาดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนโดรฟีน
ซึ่งเป็นสารต่อต้านอาการซึมเศร้าตามธรรมชาติอีกด้วย 7.
ความเครียดเป็นตัวการทำลายผิวที่ร้ายแรงที่สุด
ฉะนั้นเราต้องปรับความคิดใหม่
และใช้ร่างกายเราอย่างทะนุถนอมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม หาเวลาออกกำลังกายบ้าง
และรับประทานอาหารดีๆ 8. แอ๊ปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี มีประโยชน์
แต่ถ้าคุณรับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้เหล่านี้เพราะบูดง่ายในลำไส้
อาจเกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้
9.
การไอเรื้อรังอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส
ยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้
ให้ใช้วิธีที่สุดแสนธรรมดาแต่ได้ผลมากกว่าคือ ดื่มน้ำบ่อยๆ
เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ อมยาอมให้ลำคอชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา
และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
แค่นี้ก็หายแล้ว 10. การที่เราคิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี แถมอายุยังน้อย
ทำให้เราชะล่าใจในการดูแลรักษาสุขภาพ
เวลาเกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับร่างกายจะคิดว่าช่างมัน เดี๋ยวคงหายเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง
11.
เมื่อมีอาการเท้าและข้อเท้าบวม ให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาที
แล้วขยับข้อเท้าไปข้าง หน้าและข้างหลัง เพื่อช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น
หลังจากนั้นใช้แปรงที่ขนทำจากวัสดุธรรมชาติ แปรงผิวหนังเบาๆ
เริ่มบริเวณฝ่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย แล้วค่อยๆ
ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง
(ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล)
จากนั้นอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น
จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น 12.
ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และรับประทานไข่มากกว่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง
เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น 13. ผู้ที่รับประทานไข่ เป็นเวลา 8 อาทิตย์
ลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 65 เปอร์เซ็นต์
และรอบเอวลดลงเกือบสองเท่า
เพราะผู้ที่รับประทานไข่รู้สึกอิ่มกว่าการรับประทานขนมปัง
ทำให้รับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็นน้อยลง
14. การรับประทานอาหารไปดูหนังไป
ทำให้รับประทานอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้วหรือรสชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัวๆ
ทำให้ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ค่อยระวังตัว
เพลิดเพลินเจริญอาหารไปเรื่อย 15. เสียงเพลง
มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของคนเรายิ่งดนตรีมีจังหวะเร็วเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้นให้รับประทานอาหารมากขึ้นเท่านั้น 16. การดื่มน้ำ
(เปล่า)เย็น 50 ออนซ์ (8 ออนซ์= 1 ถ้วย)
จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี
เท่ากับช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 5 ปอนด์หรือ 2.5 กิโลกรัม
เพราะการดื่มน้ำเปล่าไม่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน
แต่ต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญน้ำ
ยิ่งไปกว่านั้นน้ำเย็นทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมากขึ้นอีก 17.
การออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักและพิลาทิส ควบคู่กันไป
จะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของปอดและหัวใจ
รวมถึงความแข็งแรงและยืดหยุ่นของโครงสร้าง และการรับประทานอาหารมื้อย่อยๆ 5
มื้อต่อวัน โดยมื้อกลางวันจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเพียง 1 มื้อ
นอกนั้นเน้นผักและผลไม้ จะทำให้มีพลังงานที่พอเหมาะในการใช้งาน
และไม่ทิ้งไขมันส่วนเกินสะสม 18.
ผู้ชายที่รับประทานมะเขือเทศ ซึ่งมีไลโคปีนสูงอย่างน้อยอาทิตย์ละ
10 ผลหรือมากกว่านั้น เสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์
วิธีง่ายๆ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้ละเอียดเติมน้ำมันมะกอกและนำไปปรุงสุก
ความร้อนจะช่วยให้มะเขือเทศปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น 19.
รับประทานแอ๊ปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย
ซึ่งเป็นส่วนสำคัญใน การลดแบคทีเรียในช่องปากและช่วยให้เหงือกแข็งแรง
การรับประทานสับปะรดและมะละกอคือก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น
ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซน์ซึ่งช่วยย่อย
จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น 20.
หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไป
ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่นมะนาว ส้ม ส้มโอ
เกรฟฟรุ๊ต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น
หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป
21. สำหรับหนุ่มเจ้าสำราญ
ที่ชอบปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ
ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยการนอนหลับให้นานหน่อย
อีกวิธีหนึ่งในการดูแลตัวเองคือมีแฟนเด็ก จะได้มีแรงกระตุ้นให้เราทำตัวเด็กตาม
ต้องดูดีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอบายมุข
การเที่ยวกลางคืนก็เป็นอันต้องงด 22.
การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเกมที่ต้องใช้สมาธิ
ช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคอัลเซเมอร์ได้
เกมอื่นๆ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ หรือเลือกเรียนดนตรี
ก็ช่วยได้เช่นกัน 23. การใช้พลาสติกใส่อาหารหรือปิดอาหาร
รวมถึงใส่จานชามพลาสติกในไมโครเวฟ
เพราะความร้อนจะทำให้พลาสติกปนเปื้อนในอาหาร
เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม 24. ก่อนตั้งครรภ์
ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน 1.ดูแลเรื่องอาหารการกิน
เน้นโฟเลต แคลเซียม วิตามินต่างๆ ป้องกันอาการแพ้ท้องหรืออยากอาหารประหลาดๆ 2.ร
ะวังเรื่องการรับประทานยาทุกชนิด อ่านฉลากให้ดี เพราะอาจทำร้ายลูกโดยไม่เจตนา 3.
ทำใจให้สบาย คิดในแง่บวก 4. ออกกำลังกายที่เหมาะสม 25.
ถ้ามื้อนั้นรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก
ไม่ควรรับประทานผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน
ทำให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จไปเรียบร้อยแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ
เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้ |
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น